พร้อมทั้งให้บริษัทเข้าไปดูแลด้านการรับส่ง และกระจายสินค้า (logistic) ทั้งหมด โดยจะ
เริ่มดำเนินการในไตรมาสที่ 4 แต่เมื่อบริษัทแม่มีการปรับเปลี่ยนนโยบายลดขนาดองค์กร
ความร่วมมือดังกล่าวจึงต้องยกเลิกไปโดยปริยาย
"โมโตโรล่าในไทยเพิ่งมีทีมใหม่มาดูแล เรียกว่าเพิ่งปรับโครงสร้างการทำงานใหม่แค่
ไม่กี่เดือน โดยที่ผ่านมาเริ่มรุกตลาดมากขึ้น มีกิจกรรมตอกย้ำแบรนด์ทำให้ยอดขายกระเตื้อง
ขึ้นมากโดยในเดือน ต.ค.ที่ผ่านมาทำได้หลายหมื่นเครื่องจึงน่าเสียดายโอกาส"
นายกุลดิษฐ์กล่าวต่อว่า 1-2 เดือนที่ผ่านมา ยอดขายของโมโตโรล่าเพิ่มขึ้นอย่าง
ต่อเนื่องโดยแคมเปญการตลาดที่ร่วมกับ WDS ในช่วงที่ผ่านมาถือว่าได้รับการตอบรับจาก
ตลาดดีมากโดยส่วนแบ่งการตลาดในเดือน ต.ค.ที่ผ่านมาอยู่ที่ประมาณ 3%
อย่างไรก็ตาม สินค้าของโมโตโรล่าในปัจจุบันยังมีจำหน่ายในไทย แต่จะเป็นรุ่นเดิม
สำหรับรุ่นใหม่ถ้าบริษัทจะทำตลาดในปีหน้าก็ต้องติดต่อกับออฟฟิศที่สิงคโปร์ ซึ่งยังไม่รู้ว่าจะ
เป็นอย่างไร และในจังหวะนี้ต้องยอมรับว่าอาจเป็นจังหวะที่ดีของแบรนด์อื่น ไม่ว่าจะเป็นโนเกีย,
ซัมซุง, หรือแม้แต่โซนี่ อีริคสัน
"เท่าที่ทราบทีมงานที่ดูแลการตลาด มือถือของโมโตโรล่าในเมืองไทยมี 30-40 คน
โดยครึ่งหนึ่งจะทำงานถึงสิ้นเดือน พ.ย. นี้ ที่เหลือถึง ธ.ค.ปีนี้ อาจเหลือบางตำแหน่งสำคัญๆ
อย่างคุณแพทริก แอรอนสัน(เอ็มดี) คงอยู่ถึงไตรมาสที่ 1 ปีหน้าเพื่อเคลียร์ทุกอย่างให้เรียบร้อย
ก่อนส่วนโมโตช็อปปัจจุบันเท่าที่จำได้มีอยู่ 7-8 แห่งก็น่าจะลดลงเหลือ 3 หรือ 4 แห่ง"
ด้านนายไพโรจน์ ถาวรสภานันท์ผู้จัดการทั่วไป บริษัท ทีจีโฟน จำกัดกล่าวกับ
'ประชาชาติธุรกิจ'ว่า ตัวแทนทางการตลาดรายหลักของโมโตโรล่าในเมืองไทยมีอยู่ 3 ราย
คือ ทีจีโฟน, เจมาร์ท และ WDS เมื่อ 2-3 อาทิตย์ก่อนตนก็ได้รับแจ้งจากทีมงานของโมโตโรล่า
เช่นกันว่ามีการเปลี่ยนแปลงนโยบายเกี่ยวกับธุรกิจเครื่องลูกข่ายโทรศัพท์มือถือ โดยจะยุบทีม
การตลาดไปขึ้นตรงกับสิงคโปร์ เท่ากับกลับไปในยุคเริ่มต้นเมื่อ 10 กว่าปีก่อนที่ไม่มีสาขาใน
ประเทศไทยเช่นกัน ซึ่งตนมองว่ามีผลกระทบต่อการผลักดันมาร์เก็ตแชร์ของโมโตโรล่าแน่นอน
"โมโตโรล่าเพิ่งหันกลับมาโฟกัสช่องทางขายปลีก กับเราก็เริ่มทำไปบ้างเรื่องดิสเพลย์
และการซัพพอร์ตต่างๆ อีกทั้งมีแผนปีหน้าร่วมกันอีกเยอะ แต่ต้อง หยุดทั้งหมดเมื่อนโยบาย
บริษัทแม่มีการเปลี่ยนแปลงยุบสาขาในไทย ซึ่งเท่าที่ทราบพนักงานที่จะออกรอบแรกในสิ้นเดือน
พ.ย.จะเป็นทีมเซลส์ที่ติดต่อกับดีลเลอร์ที่ยังเหลืออยู่และจะออกในสิ้นเดือน ธ.ค.นี้หรือต้นปี เป็น
ระดับหัวหน้าที่มีภาระผูกพันกับพาร์ตเนอร์ กับอีกบางส่วนที่ต้องเคลียร์เอกสารทางการเงิน"
แหล่งข่าวในธุรกิจโทรศัพท์มือถือกล่าวกับ 'ประชาชาติธุรกิจ' ว่า พนักงานของโมโตโรล่า
รู้มาระยะหนึ่งแล้ว ที่ผ่านมามีกระแสข่าวเป็นระยะๆ จากวิกฤตที่เกิดขึ้นในต่างประเทศ โดยเฉพาะใน
อเมริกา ซึ่ง ส่งผลกระทบต่อธุรกิจของโมโตโรล่า โดยการปิดตัวลงของสำนักงานสาขาในไทย
เป็นเรื่องปกติของบริษัทข้ามชาติที่มีการปรับตัวเร็วมากทั้งในแง่บวกและลบ คือถ้าผลประกอบ
การดีก็อาจขยายงาน แต่ถ้าไม่ดีก็ลดคนหรือปิดบริษัทเลย ซึ่งในแง่โมโตโรล่าเองก็เช่นเดียวกัน
ทั้งนี้ โมโตโรล่าแถลงผลประกอบการทั่วโลกในไตรมาส 3 ปีนี้ พบว่ามีรายได้รวม 7.48
พันล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 15% จาก 8.81 พันล้านเหรียญ เทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว
ขาดทุนสุทธิ 397 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยบริษัทชี้แจงว่า เกิดปัญหาจากกลุ่มธุรกิจโทรศัพท์มือถือ
โดยกลุ่มธุรกิจอุปกรณ์เคลื่อนที่ในไตรมาสที่ 3 มีรายได้ 3.1 พันล้านเหรียญสหรัฐ
ลดลง 31% จาก 4.5 พันล้าน เทียบกับช่วงเดียวกันในปีที่ผ่านมา เช่นเดียวกับยอดขายที่ทำได้
25.4 ล้านเครื่อง ลดลงจากที่เคยทำได้ 37.2 ล้านเครื่อง ส่งผลให้ส่วนแบ่งการตลาดทั่วโลกตกลง
มาอยู่อันดับ 4 ที่ 8.4% ตามหลังโนเกีย, ซัมซุง และโซนี่
อีริคสัน จากปีที่ผ่านมาอยู่อันดับ 2
นอกจากนี้ ในช่วงปลายเดือน ต.ค.โมโตโรล่าได้ประกาศว่าจะปรับลดพนักงานกว่า
3,000 คน หรือ 4.5% ของพนักงานทั้งหมด โดยกว่า 2,000 อัตรามาจากธุรกิจอุปกรณ์เคลื่อนที่
ถือเป็นหนึ่งในแผนการลดค่าใช้จ่ายกว่า 800 ล้านเหรียญสหรัฐตามเป้าหมายปีหน้า